ผจญภัยกับเมเบิ้ล

เมเบิ้ลเป็นหญิงชาวอเมริกันรูปร่างสูงค่อนข้างใหญ่ผมสีบลอนด์ เป็นคนหัวเราะง่าย ใจคอกว้างขวาง ตอนที่พบกันเธอกับเวนสามีมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ได้สักห้าหกเดือนแล้วเธอมาจากรัฐเวอร์จิเนีย

ก่อนหน้านี้ทั้งเมเบิ้ลและเวนไม่เคยออกไปนอกสหรัฐฯเลย จนกระทั่งบริษัทดูปองต์ที่เวนทำงานอยู่ได้จ้างเขาไปทำงานที่สิงคโปร์สองปีจากนั้นก็ย้ายมาเซี่ยงไฮ้ เวนมีสัญญากับบริษัทสองปี เมื่อหมดสัญญาแล้วเขาต้องกลับสหรัฐฯ แต่ทั้งสองไม่อยากกลับประเทศของตนเอง ยังคงอยากอยู่ต่อไปในเอเชีย เพราะชอบประเทศในแถบนี้

เมื่อพบเธอเป็นครั้งแรกที่ในล็อบบี้ของคอนโดรีเจนท์ทาวเวอร์ เธอให้นามบัตรเอาไว้ บอกว่าที่เมืองจีนหากจะทำธุรกิจอะไรกับใคร ก็ต้องเตรียมนามบัตรที่ระบุชื่อ แซ่ ทั้งอังกฤษและจีน พร้อมตำแหน่งหน้าที่การงานเอาไว้เสมอ ยิ่งเขียนตำแหน่งสูงเท่าไรยิ่งดีเพราะหนทางจะเปิดง่ายขึ้น ถ้าไม่มีหรือมีไม่พอก็ต้องอุปโลกน์เอา แต่ต้องทำให้แนบเนียน อย่าให้เขาจับได้ว่าโกหก

ฉันรู้อยู่แล้ว เพราะก่อนมาอยู่เซี่ยงไฮ้เราก็ทำการบ้านมาพอสมควรตัวฉันเองไม่มียศถาบรรดาศักดิ์อะไรแต่ก็ชอบพกนามบัตรเป็นประจำ ด้วยเป็นคนขี้ลืม เกรงว่าวันหนึ่งจะลืมทั้งชื่อและที่อยู่ของตนเอง

มีครูมัธยมชาวสวิสคนหนึ่งต้องการจะให้ชาวบ้านรู้ว่าเขาเป็นครูที่มีวิทยฐานะดีกว่าครูคนอื่นๆ จึงติดป้ายไว้ที่ประตูบ้าน โดยใช้อักษรย่อต่อท้ายชื่อว่า “lic. phil” (Licensed Philology) แปลว่าว่าสำเร็จมาทางภาษาศาสตร์คนสวิสเขาหมั่นไส้ก็หัวเราะเยาะว่าเห่อเพราะที่สวิสมักจะไม่นิยมพิมพ์นามบัตรแล้วมีดีกรีต่อท้าย

ฉันเลยเกิดได้ไอเดียมาว่า จะพิมพ์นามบัตรใหม่ต่อท้ายชื่อว่า “lick M. A.” เพื่อนที่อยากรู้อยากเห็นถามว่าดีกรีอะไร บอกเขาไปว่า lick แปลว่าเลีย ส่วน M. A. ก็บั้นท้ายของตูอย่างไรล่ะ ถามโง่ๆ

ให้นามบัตรไว้แล้ว เมเบิ้ลก็ชวนให้ไปบ้าน เพราะทุกวันจันทร์จะมีการเล่นไพ่ที่คนอเมริกันเรียกว่า “Canaster” ที่บ้านของเธอ ตั้งแต่เวลาสิบโมงเช้าขึ้นไป เมเบิ้ลเป็นตัวตั้งตัวตีชวนแม่บ้านหลายชาติไปรวมกันที่ห้องเบอร์สิบสามซีซึ่งเป็นที่อยู่และอยู่บนชั้นที่ต่ำกว่าห้องของเราสองชั้น

คอนโดแห่งนี้ไม่มีชั้นสิบสี่ เพราะชาวจีนไม่นิยมเลขสี่ แต่ชอบเลขเก้าเลขห้า เลขหนึ่ง และเลขแปด “เจี๋ยว หวู ยี่ ป๊า” แต่เวลาคนจีนออกเสียงเร็วๆจะฟังคล้ายกับว่า “เจี๋ยว หวัว เย้า ฟ้า” แปลว่า ฉันจะรวยเพียงคนเดียว โดยแปลงหวูเป็นหวัว และป๊าเป็นฟ้า แปลว่าร่ำรวย ครูภาษาจีนเล่าว่า มีโรงแรมห้าดาวโรงแรมหนึ่ง มีเบอร์โทรศัพท์หมายเลข 62798888 เพราะคนจีนคลั่งเลขแปด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลข 168 ยี่ เลี่ยว ป๊า แต่เขาออกเสียงเป็น ยี้ ลิ้ว ฟ้า แปลว่าหนทางไปสู่ความเป็นเศรษฐี ยิ่งเลข 188 ยิ่งนิยมกันมาก เพราะออกเสียงเข้าข้างตนเองว่า ยี้ ฟ้า ฟ้า แปลว่ารวยเป็นทบเท่าทวีคูณ

ท่านเหมาเคยสอนว่า ความรวยเป็นระบบของนายทุน แต่มาในปัจจุบันตั้งแต่คนจีนสลัดชุดท่านเหมาออกแล้วทุกคนต่างก็อยากรวยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อท่านตึ้งเฉ่าผิงได้ให้ปรัชญาไว้ว่า “ความร่ำรวยเป็นสิ่งประเสริฐ” ฉันเองก็อยากรวยค่ะ

แม่บ้านที่มารวมกันที่แฟลตของเมเบิ้ลส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน มีชาวต่างชาติอื่น เช่น อังกฤษ ไอริช เยอรมัน ฮ่องกง และมาเลเซียบ้างประปราย เธอจึงดีใจที่ได้มีเพื่อนใหม่เป็นไทย-สวิส แรกๆฉันก็ไม่ได้ไปร่วมด้วย เพราะไม่เคยเล่นไพ่ บางทีไม่ว่างบ้าง ลืมบ้าง

วันหนึ่งนึกขึ้นมาได้เลยลองไปดู เมเบิ้ลให้การต้อนรับอย่างดี แนะนำให้รู้จักเพื่อนคนอื่นของเธอ แล้วสอนให้ฉันเล่น “คาแนสเตอร์” เล่นไปได้ครั้งหนึ่ง ฉันก็บอกไปตรงๆว่าไม่ชอบเล่น แต่จะคุยด้วยเป็นครั้งคราวเมเบิ้ลก็ไม่ว่าอะไร ทุกคนดูสนุกสนานแต่ละคนนำเอาของกินเล็กๆน้อยๆเช่น แซนด์วิช บิสกิต อะไรเทือกนี้มาร่วมด้วย เมเบิ้ลเพียงแต่หาชา กาแฟ และเครื่องดื่มไว้ต้อนรับเท่านั้น แต่มีบางวันเธอก็ทำอะไรพิเศษให้กินกัน

เราถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบดังนั้นเมื่อมีโอกาสจึงมักจะไปเที่ยวตระเวนตามซอกตามซอยของเซี่ยงไฮ้เสมอ บางทีถ้ามีคนอื่นมาร่วมด้วย เราก็เช่ารถแวนคันใหญ่ชวนกันไปเที่ยวนอกเมืองใกล้ๆ

วันหนึ่งเราพากันเดินจากตำบลหงเฉาที่เราอยู่ ไปจนถึงโรงแรมแชงกรีลาในใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมง ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดวุ่นวาย เสียงร้องตะโกนโหวกเหวก และกลิ่นเหม็นจากท่อไอเสียแต่ก็ได้เห็นอะไรมากมาย ซึ่งหากว่าเรานั่งรถจะไม่ได้เห็น

เห็นคนจีนนอนซ่อมรถโกโรโกโสที่จะพังมิพังแหล่ เห็นคนถีบจักรยานสามล้อบรรทุกของมาเต็มเหยียด ที่เซี่ยงไฮ้หากไปซื้อที่นอน เขาก็จะใส่มาในรถสามล้อ เราเถลไถลหยุดแวะดูโน่นดูนี่ไปตามเรื่อง เห็นร้านอาหารเล็กๆดูสะอาดพอใช้ ก็แวะเข้าไปกินปาท่องโก๋และเต้าฮวยร้อนๆ

เอลิซาเบธซึ่งเป็นชาวไอริช ไม่เคยกินอาหารประเภทนี้มาก่อน เราก็สอนให้กิน ส่วนเมเบิ้ลนั้นเคยอยู่สิงคโปร์ จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับอาหารประเภทนี้พอใช้ เซลีน่าที่มากับเราด้วยเป็นชาวมาเลเซียจากปีนัง จึงพูดภาษาจีนกลางได้ และช่วยเป็นล่ามให้ในบางครั้ง

ไม่ว่าจะไปหยุดที่ไหน ชาวจีนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชาย ต่างก็มารุมเป็น “จีนมุง” ดูพวกเรา ฉันคิดว่าเขามาดูเมเบิ้ลมากกว่า เพราะนานๆจะได้เห็นผู้หญิงผมสีบลอนด์สักครั้งหนึ่งเมเบิ้ลเป็นคนคุยสนุก มีเรื่องมาทำให้หัวเราะเสมอ เวลาเดินไปตามถนน คนจีนเดินตามดูกันเป็นแถว ความที่เป็นคนเปิดเผย เธอเคยทำให้ฉันหน้าแตกมาแล้วครั้งหนึ่ง

วันหนึ่งขณะเดินไปตามถนนเธอชี้ให้ดูร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง มีอาหารพวกซาลาเปาขาย และบอกฉันว่าเคยมากินอาหารที่นี่ครั้งหนึ่งกับเวรฉันเหลือบตาไปดูนอกร้าน เห็นหญิงคนหนึ่งกำลังล้างชามในน้ำที่ดำปิ๊ดปี๋ข้นคลั่ก เลยถามลอยๆว่า ก่อนจะกินน่ะ ดูหรือเปล่าว่าเขาล้างชามกันอย่างไร

ไม่ทันที่เธอจะได้ตอบ ก็มีชายหนุ่มหนึ่งเดินออกมาจากร้าน เธอเห็นเข้าก็รีบเดินเข้าไปทักทาย บอกด้วยเสียงอันดังในขณะที่โอบกอดเขาว่า “นี่แหละคนเสิร์ฟอาหารในคืนนั้น”

เมเบิ้ลหันหลังให้ ฉันจึงสามารถแลเห็นสีหน้าของชาวจีนที่ถูกกอดได้ถนัดว่าตีหน้าไม่ถูก ควรจะดีใจ ร้องไห้หรืออับอายกันแน่ เพราะไม่คุ้นกับการถูกกอดเช่นนี้ในที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยหญิงผิวขาวที่แทบจะเป็นคนแปลกหน้า แถมเมเบิ้ลยังแนะนำด้วยเสียงคับฟ้า “นี่พอลีน เพื่อนฉันเอง”

เมื่อสมัยอยู่เมืองไทย ฉันชอบกินอาหารจีนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ห้อยเทียนเหลา ไปกินอาหารจีนมาแล้วหลายแห่งในโลก ยังมีอคติอยู่ว่าไม่มีอาหารจีนไหนอร่อยเท่าที่กินในประเทศไทย

ก่อนไปอยู่เซี่ยงไฮ้ คิดว่าจะเลิกกินอาหารฝรั่ง แต่จะหันมากินอาหารจีนนานๆค่อยทำอาหารฝรั่งหรือไทยสักครั้งแต่เมื่อได้มาอยู่เมืองจีน ฉันก็ได้พบแต่ความผิดหวังจนเลิกคบกับอาหารจีนไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากว่าได้รับเชิญให้ไปกินโต๊ะหรือแบ็งเคว็ทที่ใดที่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ทุกจาน อาหารจีนตามร้านธรรมดามักจะใส่น้ำมันเยิ้มจนอาหารแทบจะลอยได้ บางทีรสชาติไม่เลวแต่น้ำมันที่มันย่องทำให้ไม่ชวนกิน

เคยได้รับเชิญให้ไปกินโต๊ะที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง คนเสิร์ฟยกหม้อซุปที่มีเต่าลอยทั้งตัวออกมาอวดแบบคนสวิสเอาโรสต์บีฟของเขามาอวดก่อนเสิร์ฟ เจ้าภาพถามว่าทำไมไม่กินเนื้อเต่า อร่อยดี เป็นอาหารจานวิเศษฉันคงจะลองกินหากไม่ได้เห็นเต่าเสียก่อน

อีกจานหนึ่งเป็นซุปงูกับสมุนไพรยังแลเห็นตัวงูที่เขาตัดเป็นท่อนๆไม่กล้าชิม เพราะท้องไส้ปั่นป่วนเสียแล้ว เลยไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ยังดีที่ไม่เคยมีโอกาสเป็นแขกพิเศษได้รับเชิญให้ไปกินอาหารฮ่องเต้แบบวอลเตอร์ ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่าเป็นแมลงป่องและแย้ หรือตัวอะไรก็ไม่ทราบรวมอยู่ด้วย

ชาวบ้านที่เห็นทั่วๆไปเคร่งครัดกับเวลากินอาหารของเขามาก กินเวลาไหนก็ต้องเป็นเวลานั้น ไม่ค่อยจะยืดหยุ่นให้กับอะไรหรือใคร เวลาไปฝึก “มู่หลานฉวน” ตอนเช้าๆ จะเห็นพนักงานเฝ้าประตูกินอาหารเช้าของหล่อนในหม้ออะลูมิเนียมเล็กๆ มีข้าวต้มเต็มหม้อ ข้างบนมีผักสีคล้ำๆโรยอยู่พอเป็นกระสาย เขาก็กินอย่างเอร็ดอร่อย กินไปขายตั๋วไป พอได้เวลาสิบเอ็ดโมงถึงสิบเอ็ดโมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาอาหารกลางวัน พวกพนักงานขายของหรือเฝ้าร้านต่างแทบจะไม่เป็นอันต้อนรับลูกค้า เพราะได้เวลากินรอไม่ไหว แม้แต่ชาวออฟฟิศระดับผู้บริหารเอง ประชุมกันยังไม่ทันเสร็จพอได้เวลาก็ชักนั่งกันไม่ค่อยจะติดพอได้โอกาสเป็นฉวยโอกาสหลบไปทันที

วิธีกินของคนส่วนใหญ่ก็แปลกสิ่งใดที่เราชาวตะวันตกเห็นว่าเป็นกิริยาหยาบ ก็เป็นของธรรมดาหรือเป็นธรรมเนียมของชาวจีนด้วยซ้ำไป เวลากินซุปจะไม่ใช้ช้อน แต่จะยกขึ้นซดทั้งถ้วย (ถ้วยแบบชามโคมไม่มีหู) แล้วมีเสียงดังโฮกตามมา ไม่ว่าจะกินอะไรต้องมีเสียงนี้ติดตามมาด้วยเสมอ ยิ่งอร่อยด้วยแล้วเขาจะเปิดปากเคี้ยวอย่างมีความสุข แล้วจะมีเสียจั๊บๆตามมาทีหลัง

เคยเชิญชาวจีนที่มีการศึกษา มีหน้าที่การงานใหญ่โต เคยอยู่ยุโรปมาแล้วด้วยซ้ำไป มากินอาหารที่บ้าน เขาก็ประพฤติเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะอาหารร้อนก็ได้ จึงต้องสูดเข้าไป หากไม่ใช้วิธีนี้ มันอาจจะลวกเอาปากพอง ฉันเองก็ไม่รู้ มีโอกาสเมื่อไรจะถามครู

เวลาดูเขากินแล้วน่าสนุก พวกเขามีความเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องระวังกิริยามารยาท นึกจะถ่มจะคายเขาก็ถ่มลงบนผ้าปูโต๊ะสีขาวอย่างหน้าตาเฉย ถ้ากินปาท่องโก๋ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าแขนเด็ก เขาก็จะไม่บิ แต่พับเข้าหากัน แล้วยัดใส่เข้าปากเคี้ยวกินตุ้ยๆ

นิสัยที่ดีของชาวจีนอย่างหนึ่งคือ เขาจะไม่ดื่มน้ำเลยระหว่างที่กินอาหาร จะรอให้กินเสร็จแล้วจึงดื่มชาตามไป เวลาไปกินอาหารในร้านธรรมดาที่คนจีนไปกันเขามักจะไม่มีน้ำขายทำให้กินแล้วติดคอ เพราะนิสัยไม่ดีเวลากินอาหารต้องมีน้ำหรือไวน์กลั้วคอ ดังนั้นก่อนจะเข้าไปในร้านอาหารประเภทนี้ ฉันมักจะไปซื้อเครื่องดื่มกระป๋องประเภทโคล่าติดมือมาด้วยเสมอ

ที่สังเกตอีกอย่างหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆแบบแผงลอยหรือผ้ากันเปื้อนสีขาว อาจจะเป็นกฎของประเทศเขาก็ได้ ยังไม่มีโอกาสถามใคร ส่วนอาหารที่เขาเข็นมาขายนั้น ในสายตาของฉันเห็นว่าไม่น่ากินเลย มีผักต้มเละๆ มีปลาที่ส่งกลิ่นตุๆหรือไม่ก็ประเภทข้าวต้มสีคล้ำๆ

เคยขึ้นไปชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้า “นิวเวิร์ลด์” ที่ตั้งอยู่บนถนนนานจิงในตอนกลางวันเพื่อกินอาหารบนนั้นมีคนนั่งอยู่เต็มจนแทบจะเกยกันเขาแบ่งเป็นร้านเล็กๆแบบในเมืองไทยเดินไปสั่งข้าวมันไก่มา กินไปได้ไม่กี่คำก็ต้องยอมแพ้ เพราะกินไม่ลง

ในระหว่างที่ฝึก “มู่หลานฉวย” บางทีครูหวังเดินออกไปหน้าปาร์คเพื่อซื้ออาหารมากินแก้หิว เคยสงสัยว่าทำไมบางทีเธอจึงมีกลิ่นตุๆ มารู้เอาทีหลังว่าเธอกินปลาตัวเล็กๆที่เขาเอามาขาย วันหนึ่งเธอซื้อแล้วก็ห่อกระดาษมาชวนให้ฉันกิน ฉันได้แต่ลูบท้องแล้วบอกว่า “เปาล่ะ เชี่ยเฉียะ” อิ่มแล้วค่ะขอบคุณ

เมเบิ้ลนั้นกินได้ทุกอย่าง วันหนึ่งชวนเธอมากินอาหารกลางวัน ฉันทอดปลาจะละเม็ดตัวใหญ่สดๆสามตัวที่เพิ่งซื้อมาได้จากตลาดสด ทำต้มยำกุ้ง แล้วหุงข้าว บีบมะนาวใส่ถ้วย หั่นพริกขี้หนูสดๆลงไป หยอดเกลือนิดหน่อยเพื่อเป็นน้ำจิ้มปลาจะละเม็ด นอกจากปลาจะหมดไปในชั่วพริบตาแล้ว น้ำจิ้มที่มีพริกขี้หนูลอยฟ่องก็หมดไปด้วย เกิดมาเพิ่งเคยเห็นฝรั่งกินพริกขี้หนูสดๆแบบนี้ ฉันนับถือเลย ตั้งแต่นั้นมาเวลาทำอาหารไทย ชวนเธอมากินด้วยฉันไม่ต้องกลัวว่าจะทำเผ็ดเกินไปจนเธอกินไม่ได้

ที่เซี่ยงไฮ้ไม่มีร้านอาหารไทย แม้แต่พริกขี้หนูสดก็ซื้อไม่ได้ ซื้อได้แต่พริกขี้หนูแห้งในบางครั้ง ทั้งๆที่ชาวจีนเสฉวนชอบกินเผ็ด ส่วนเครื่องปรุงอาหารไทยบางครั้งซื้อได้เล็กน้อยจากซูเปอร์มาร์เก็ต “เวลคัม” ที่อยู่ในบริเวณโรงแรมแชงกรีลา เป็นแหล่งที่แม่บ้านฝรั่งมาซื้ออาหารกัน เพราะซื้อได้ทั้งเนยแข็ง ไส้กรอก ไวน์

แต่สินค้าที่สั่งเข้าจะมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะไวน์ เพราะแม้เมือจีนเองก็มีไวน์ที่ผลิตในประเทศพอดื่มได้ไม่เลว แต่บางครั้งเราก็ยังอยากดื่มไวน์ที่คุ้นเคย จึงต้องจ่ายมากหน่อยเป็นธรรมดา

ไม่ไกลจากรีเจนท์ทาวเวอร์เป็นโรงแรมห้าดาว “เวสทิน” บนชั้นสองมีร้านขายเนื้อที่มีผู้จัดการเป็นชาวสวิสให้ชื่อร้านว่า “บาวเอิร์นชตูเบ้” แปลว่าห้องของชาวนา ที่นั่นมีทั้งขนมปังไส้กรอกแบบสวิส ซาลามี เนยแข็ง ชนิดต่างๆขาย ฉันมักจะไปซื้อขนมปังที่นั่นเป็นประจำ เพราะหากซื้อตามร้านธรรมดา ขนมปังจะมีกลิ่นแป้งเหม็นๆ

อีกอย่างหนึ่งที่ขายขึ้นหน้าขึ้นตาที่เซี่ยงไฮ้คือร้านขายขนมเค้กพวกเพสตรี้จัดแต่งไว้สวยงาม เข้าใจว่าคงจะได้รับอิทธิพลมาจากชาวฝรั่งเศสในสมัยก่อน

ตอนฤดูใบไม้ผลิ มีการแสดงดอกไม้นานาชาติเป็นครั้งที่สี่ที่ปาร์ค “ชั้งฟุ้งกุ๊งหยวน” ฉันกับเมเบิ้ลชวนกันไปเที่ยว มีคนไปเที่ยวกันเป็นหมื่นแออัดยัดเยียดไปเสียทุกแห่ง แต่ก็คุ้มกับการเข้าไปชม เพราะเขาจัดสวนดอกไม้ได้สวยงามมาก

เมเบิ้ลซื้อกล้วยไม้ได้กระถางหนึ่ง ส่วนฉันติดใจดอกไม้สีแสดสวยซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าชื่ออะไร เดินไปมาหลายรอบเพื่อสอบถามราคา แต่ก็แพงจนซื้อไม่ลง แต่ฉันยังไม่ละความพยายาม จึงเดินเข้าไปอีกร้านหนึ่งแล้วถามราคา คนขายบอกว่าหนึ่งร้อยหยวนซึ่งฉันเห็นว่าถูกมากเมื่อเทียบราคากับร้านอื่นๆ ซึ่งตั้งราคาไว้ถึงสี่ร้อยหยวนจึงตกลงซื้อ

เมเบิ้ลก็อยากได้บ้าง จึงบอกคนขายให้ห่อให้ด้วย แต่คนขายกลับบอกว่า สำหรับเมเบิ้ลเขาจะไม่ขายให้ในราคาที่ขายให้ฉัน แต่จะเอาสี่ร้อยหยวนทำเอาเรางง ถามไปว่าทำไม ในเมื่อมันเป็นดอกไม้ชนิดเดียวกัน แต่คนขายก็ยืนกรานท่าเดียวว่าจะเอาราคาเท่านั้นเมเบิ้ลโมโหมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงขายให้ฉันในราคาหนึ่ง แต่จะขายอีกราคาหนึ่งให้เธอ ในที่สุดก็ไม่ยอมซื้อ

เมื่อพบเซลีน่า ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เล่าเรื่องให้ฟัง เธอจึงบอกว่าเพราะเมเบิ้ลเป็นคนต่างชาติ ก็ตลกดีเพราะเวลาฉันออกเสียงภาษาจีน เขาก็ต้องรู้ว่าฉันเป็นคนต่างชาติเช่นเดียวกับเมเบิ้ลเหมือนกัน

ตอนแรกคิดว่าเมเบิ้ลจะเข็ดไม่ไปไหนกับฉันอีกต่อไป แต่ก็ไม่เห็นเธอเดือดร้อนอะไร อีกไม่กี่วันก็มาชวนไปเที่ยวอีกแล้ว ดูรูปเอาเองเถอะค่ะ