งานวัดแบบสวิส

เมื่อสองวันก่อนตื่นเช้าขึ้นมาเปิดม่านหน้าต่างออกไป แลเห็นด้วยความดีใจว่าภูเขาพิลาตุส (Pilatus) ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไปทั่ว ภูเขาลูกนี้เขาเรียกว่า พิลาตุส นะคะไม่ใช่ ไพลาตัส ที่เคยเห็นบางคนเขียน หรือว่า พิลาตูด ที่สะกดด้วยตัว “ด” อย่างที่เคยได้ยินบางคนออกเสียง ฟังแล้วต้องสะดุ้งสุดตัวทุกที ฉันเป็นคนขวัญอ่อนค่ะ

นอกจากภูเขาพิลาตุสแล้ว ภูเขาลูกอื่นๆเช่น ชตันเซอร์ฮอร์น (Stansterhorn) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอัศวินพิลาตุสและนางพญา “รีกี้” (Rigi) ก็ขาวโพลนไปด้วยหิมะเช่นเดียวกัน

จำได้ว่า ก่อนหน้านี้เพียงวันเดียวได้แฟ็กซ์ไปบ่นให้ใครต่อใครฟังที่เมืองไทยว่า อากาศที่ลูเซิร์นขณะนี้เลวสุดๆ ฝนตกพรำๆตลอดทั้งวัน อากาศมัวซัวมืดครึ้ม มีหมอกหนาทึบลอยอยู่ทั้งคืนทั้งวัน ฉะนั้นวันนี้เมื่อตื่นมาตอนเช้าแลเห็นความเปลี่ยนแปลงจากหมอกและฝนกลายเป็นหิมะขาวสะอาดแทนที่ ก็ต้องดีอกดีใจเป็นธรรมดา แม้ว่าจะทำให้อากาศหนาวเย็นลงและอุณหภูมิลดลงเหลือเพียงลบสององศาเซลเซียสก็ตามแต่มันก็เป็นความหนาวแบบแห้ง จึงทำให้รู้สึกสดชื่นและเย็นสบายยิ่งนัก

ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม ความที่อากาศมืดมัวมึนซึม ทำให้จิตใจของผู้คนหดหู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่มีหน้าที่การงานประจำวันทำ หรือคนที่ไม่มีเพื่อนและในประเทศนี้ถึงจะมี “เพื่อน” แต่ก็ใช่ว่าจะไปเคาะประตูเยี่ยมเขาได้ทุกเวลาแม้แต่ญาติพี่น้องก็มักจะไม่ทำกัน อย่างดีก็ได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์ เพราะพวกเขามักจะอ้างว่ามีงานการจะต้องทำไม่มีเวลานั่งดื่มกาแฟหรือ “เสียเวลา” คุยกับใครๆ ถ้าเขาจะพบปะกันก็มักจะเป็นที่สมาคมหรือชมรมที่เขามีกิจกรรมอยู่ อย่างที่เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเขามักจะไม่ค่อยเชิญใครไปบ้านง่ายๆคนสวิสเป็นโรคกลัวคนอื่นเห็นบ้านช่องตนเองจนขึ้นสมอง

อันที่จริงถ้าดูกันในรูปของภาษาที่ใช้กันอยู่ประจำวันแล้ว คนสวิสไม่มีเพื่อนหรอกนะคะ เพราะว่าในภาษาของเขาไม่มีคำว่า “เพื่อน” จะยกตัวอย่างให้ฟัง

ในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ (ขอยกตัวอย่างเพียงสองภาษานี้เท่านั้นเพราะเป็นภาษาที่เข้าใจกันได้ดี) มีคำว่า “เพื่อน” (friend) มีคำว่า “เพื่อนร่วมงาน” (colleaque) และมีคำว่า “คนที่รู้จักกันเพียงผิดเผิน” (acquaintance) เอาแค่สามคำก็คงจะพอนะคะ ส่วนในภาษาสวิสหรือภาษาเยอรมัน เวลาเขาพูดถึงคนที่รู้จักคบค้ากัน เขาจะไม่พูดว่า “Ein Freundvon mir” ซึ่งแปลว่าเพื่อนของฉัน แต่เขาจะเลี่ยงไปเป็น “Ein Bekannte von mir” หมายความว่า “คนที่รู้จักแต่เพียงผิดเผินของฉัน” ถึงแม้ว่าเขาจะรู้จักคนคนนั้นมาแล้วเป็นเวลานับสิบปี หรือไม่เขาก็จะพูดว่า “Ein Kollege von mir” ในกรณีที่คนรู้จักเป็นผู้ชาย และในกรณีที่คนรู้จักเป็นผู้หญิงเขาจะใช้คำว่า “Kollegin” ถ้าเกิดใครไปอุตริใช้คำว่า “Freund” สำหรับผู้ชาย หรือ “Freundin” สำหรับผู้หญิงคนสวิสที่ได้ยินจะเข้าใจไปว่าเป็น “แฟน” กัน

ฉันจึงคิดเอาตามประสาของฉันว่าแม้แต่ภาษาก็บอกนิสัยใจคอของคนในชาติได้เป็นอย่างดีว่ามีความเป็นกันเองอบอุ่น จริงใจ มีไมตรีจิต หรือว่าเย็นชาคนสวิสอาจจะเย็นชา แต่ฉันว่าเขามีความจริงใจพอสมควร ไม่ได้เรียกทุกคนเป็น “เพื่อน” (friend) ไปเสียหมด

ฉันเป็น “หนอนหนังสือ” มาตั้งแต่เด็กๆ และมักจะไม่ลังเลที่จะควักกระเป๋าเงินออกซื้อหนังสือที่ถูกใจ ฉันเป็นสมาชิกของห้องสมุดประจำเมืองลูเซิร์น แต่ฉันก็ไม่เคยยืมหนังสือคราวละมากกว่าสี่เล่มขึ้นไป เพราะเขาให้กำหนดส่งคืนเป็นเวลาหนึ่งเดือน ถ้าฉันอ่านหนังสืออาทิตย์ละหนึ่งเล่มก็นับว่ามากพอสมควร ฉันมีธุระอย่างอื่นที่จะต้องทำ และมีงานอดิเรกอย่างอื่น เวลาฉันไปคืนหนังสือและไปรับหนังสือใหม่มา ฉันสังเกตเห็นชาวสวิสหญิงหลายคนยืมหนังสือกันที่ละเป็นตะกร้าทีเดียวนอกจากหนังสือแล้วเขายังยืมพวกเทปหนังวิดีโอกันอีกคนละหลายๆ ตลับการอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรกที่ดีเยี่ยมคนที่รักการอ่านหนังสือจะไม่เหงา แต่ในขณะเดียวกัน ฉันอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาคงจะมีเวลามากมายเหลือเฟือจนสามารถยืมหนังสือกันทีละเป็นตะกร้าๆได้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาบอกใครๆว่าเขาไม่มีเวลาสำหรับจะให้ใคร เขาต้องการเวลาไว้สำหรับตนเอง อย่างนี้แล้วเขาจะมี “เพื่อน” ได้อย่างไร หนังสือเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เพื่อนที่จะพูดคุยปรับทุกข์สุขกันได้เช่น มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและจิตใจ

คุณผู้อ่านอย่าได้สงสัยอีกต่อไปเลยว่า ทำไมสถิติการฆ่าตัวตายในประเทศนี้จึงสูงลิ่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม ถึงแม้จะมีเพื่อน แต่บางครั้งก็ช่วยอะไรไม่ได้เมื่อถึงเวลา “กระดิ่งดัง” “When the bell tolls.”

เพื่อนสนิท ของวอลเตอร์ “ฮันส์” ซึ่งถ้าคุณผู้อ่านจำได้ ฉันเคยเอ่ยชื่อของเขาแล้วสักสองสามครั้ง คิดว่าวันนี้เป็นวันดีกว่าวันใดทั้งหมด ฮันส์รู้จักกับวอลเตอร์มาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มๆ เขาพบกันที่เมืองไทยตอนที่ไปทำงานที่นั่นถูกอัธยาศัยก็เลยไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกันที่ซอยรณชัย สามเสน อ๊ะๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะคะ เขาไม่ใช่ประเภทชอบไม้ป่าเดียวกันหรอกนะคะ และก็ไม่ใช่ “เสือไบ” อีกด้วย การเช่นบ้านอยู่ด้วยกันของหนุ่มๆชาวสวิสในสมัยนั้นเป็นของธรรมดา เพราะทำให้ทุ่นรายจ่ายไปได้หลายทาง ทั้งค่าอาหาร ตลอดจนเงินเดือนที่จะจ่ายให้ลูกจ้างทำงานบ้านเพราะเขาช่วยกันออก เหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นสวิสด้วยกัน จึงไม่ต้องอยู่คนเดียวเงียบเหงาในต่างแดน

เมื่อฉันเริ่มออกเดทกับวอลเตอร์ฮันส์ได้กลายมาเป็นเพื่อนที่ดีของฉันไปด้วยอีกคนหนึ่ง เรายินดีให้เขาติดสอยห้อยตามไปไหนๆกับเราเสมอ โดยไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็น “ก้างขวางคอ” เลยฮันส์มีรูปร่างสูงผอม แข็งแรง เป็นคนฉลาด มีไหวพริบ มีพรสวรรค์ทางด้านภาษาต่างประเทศ ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เราจึงคุยกันถูกคอ แม้เมื่อกลับมาอยู่สวิสแล้วเราก็ยังติดต่อกันตลอดมา บางครั้งเขามาวีคเอนด์ที่บ้านของเราในลูเซิร์น บางครั้งเราก็ไปเล่นสกีด้วยกัน และบางครั้งในฤดูใบไม้ร่วงเขาจะเชิญให้เราไปวีคเอนด์ชาเล่ต์ของเขาที่หมู่บ้าน “เกชปอร์น” (Gsporn) แถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

ฮันส์ทำงานอยู่ในเมืองโลซานน์ที่สมเด็จย่าเคยประทับอยู่ เขาจึงเช่าแฟลตอยู่ใกล้ๆกับเมืองนั้น ในขณะที่คุณแม่ของเขามีบ้านอยู่ที่เมืองบาเซิลเขามีน้องสาวเพียงคนเดียว คือ “เร็คกูล่า” เป็นครูอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเรื่องของเร็คกูล่าฉันเคยเล่าให้ฟังบ้างแล้วในตอนหนึ่งของ “จดหมายจากลูเซิร์น”

ดึกของคืนวันสิ้นปีเมื่อเก้าปีมาแล้ว วอลเตอร์พยายามจะโทรศัพท์ไปหาฮันส์ที่แฟลตในโลซานน์ แต่ไม่มีคนรับสาย เรานึกว่าเขาคงจะไปหาคุณแม่ที่เมืองบาเซิล หลังจากนั้นอีกสองสามวันเราก็โทรศัพท์ไปอีก แต่ไม่มีคนรับสายอีกเช่นกัน เย็นวันที่หกของเดือนมกราคม กริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันเป็นคนไปรับสาย เสียงที่ก้องมาทางกระบอกโทรศัพท์ก็คือ “ฮันส์ตายแล้ว เราจะทำอย่างไรกัน”

ตอนแรกฉันไม่ทันคิดว่าจะเป็นฮันส์เพื่อนเรา จึงถามว่าฮันส์ไหนอาจจะเป็นฮันส์พี่ชายใหญ่ของวอลเตอร์ก็ได้ เพราะเขาก็ชื่อฮันส์เหมือนกันแต่คนที่อาสานำข่าวร้ายมาบอกก็ย้ำว่าจะมีฮันส์ไหนอีก นอกจากฮันส์ของเราไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างหรือไม่ในชีวิต ตัวฉันชาไปหมดก่อนที่สมองจะรับความรู้สึกว่าฮันส์เพื่อนของเราได้จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ

ความตายเป็นของธรรมดา แต่ฮันส์ยังอายุน้อย ยังไม่ถึงเวลาของเขา อะไรไม่ร้ายเท่าที่ได้รู้ในตอนหลังว่าขณะที่เราโทรศัพท์ไปหาเขาในตอนดึกคืนวันนั้นและในอีกสองสามวันต่อมา ฮันส์ไม่ได้ไปไหน เขาอยู่ในแฟลตของเขา นอนอยู่บนเตียง ในชุดนอนปิจาม่าของเขา แต่ปราศจากชีวิตเสียแล้ว ตายอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครรู้ใครเห็น นอนตายอยู่ที่นั่นถึงหกวันเต็มๆ เขาหัวใจวายในขณะที่นอนหลับ ฉันได้แต่เฝ้าคิดว่าเขาจะทุรนทุรายมากเพียงไหนกันหนอ กว่าจะสิ้นลม ตายคนเดียวไม่มีใครรู้ใครเห็นช่างอ้างว้างสิ้นดี

เขาไปฉลองวันคริสต์มาสกับคุณแม่และน้องสาวของเขาที่เมืองบาเซิลกลับมาโลซานน์ในวันที่ 31 แล้วก็เข้านอน และไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาอีกเลยถ้าหากว่าเขาไม่ได้มีนัดไว้กับเพื่อนอีกคนหนึ่งในวันขึ้นปีใหม่ จะไม่มีใครรู้เลยว่าเขาได้ตายเสียแล้ว เพื่อนที่นัดไว้เอะใจว่าทำไมฮันส์จึงผิดนัด รออยู่สองสามวันไม่ได้ข่าวก็เลยโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ฮันส์ที่บาเซิล ที่รับคำบอกเล่าว่าฮันส์กลับไปหลายวันแล้ว อาจจะอยู่ที่ทำงานก็ได้โทรศัพท์ไปที่ทำงานไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่เสียที่ไหน ส่วนเพื่อนบ้านก็นึกว่าเขาอาจจะไปธุรกิจต่างประเทศก็ได้ ในที่สุดคุณแม่ฮันส์เลยโทรศัพท์บอกให้ทางบริษัทติดต่อกับเจ้าของแฟลต ขอกุญแจเปิดห้องเข้าไปดูจึงได้ทราบความจริง

วอลเตอร์และฉันไปงานศพของเขาที่บาเซิล คุณแม่ของฮันส์และน้องสาวเร็คกูล่า กล้าหาญมาก ต้อนรับแขกอย่างดี ไม่มีแม้แต่น้ำตาสักหยดให้ใครได้เห็น ฉันเสียอีกร้องไห้ตั้งแต่รู้ข่าวว่าฮันส์ตาย จนถึงวันฝังก็ยังไม่หยุดร้อง เหมือนคนบ้า ตอนที่เขาตายใหม่ๆ เมื่อฉันยืนอยู่ในครัวครั้งใดก็มีความรู้สึกคล้ายกับว่าเขามายืนอยู่ข้างหลังจำได้ว่าเวลาที่เขามาพักกับเรา พอกินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจะอยู่ช่วยฉันเช็ดถ้วยชาม ถ้าบางที่ฉันล้างอะไรไม่สะอาด เขาก็จะพูดภาษาไทยกับฉันว่า “ล้างชามภาษาอะไรวะ” ทำให้ฉันต้องบอกเขาไปทุกครั้งว่าพูดไม่เพราะ เขาเองก็รู้ แต่ชอบยั่วให้ฉันโกรธเล่น เสียงนี้ยังคงก้องอยู่ในหูของฉันเป็นเวลาหลายเดือน ห้องนอนที่เขาเคยนอน ฉันก็ไม่ยอมเข้าไปเป็นเวลานาน ไม่ได้กลัวแต่มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเขายังมีชีวิตอยู่และนอนอยู่ที่ตรงนั้น

วอลเตอร์สะเทือนใจมาก แต่เขาเป็นประเภทเก็บกดไม่แสดงออก ในส่วนลึกของหัวใจ ฉันคิดว่าเขาเสียใจและอาลัยฮันส์อย่างสุดซึ้ง แม้ว่าเขาจะรู้จักคนมากมาย แต่เขาถือว่าฮันส์เป็นเพื่อนที่แท้จริงของเขา ส่วนคุณแม่ของฮันส์เป็นม่ายมานานแล้ว ท่านรักฮันส์มากเลยแกล้งทำเป็นคิดว่าฮันยังมีชีวิตอยู่ แต่ไปต่างประเทศ วันหนึ่งเขาคงจะกลับมา

อีกสองปีต่อมา น้องสาวฮันส์ “เร็คกูล่า” ก็เสียชีวิตเช่นเดียวกัน เธอตายด้วยโรคมะเร็ง อนิจจา คุณแม่ของฮันส์ช่างเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไรสำหรับตัวฉันเอง ในช่วงนั้นก็เศร้าใจจริงๆ เฝ้าแต่คิดว่าเราได้เสียเพื่อนที่ดีที่สุดไปแล้ว เขาเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ฉันได้เคยพบมาในชีวิต ตอนที่ฮันส์ตายใหม่ๆ มองไปรอบตัวเห็นใครหัวเราะร่าเริงก็ได้แต่พาลนึกหมั่นไส้ว่าพวกเขานี่ช่างโง่เขลาเสียนี่กระไร ช่างไม่รู้เทียวหรือว่า โลกกำลังจะดับอยู่รอนๆและความตายก็อยู่เพียงแค่เอื้อมเท่านั้นคิดย้อนหลังกลับไป ฉันต้องละอายตัวเองที่มีความคิดไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆในระยะนั้น

ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคม ทุกๆหมู่บ้านจะจัดให้มีการออกร้านขายของ มีการละเล่นต่างๆ มีร้านขายอาหาร จัดโดยชมรมและสมาคมที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นในหมู่บ้าน “บุ๊ครายน์” ที่ฉันอยู่ก็มีการจัดงานประเภทนี้ทุกปี แต่มีเอาตอนปลายเดือนตุลาคม เรียกกันว่างาน “คิลบี้” (Chilbi) ซึ่งฉันก็ถนัดที่จะเรียกว่างานวัดมากกว่า เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

ส่วนในตัวเมืองลูเซิร์นเองนั้น ทางคณะกรรมการของเมืองจะจัดงานกันตั้งแต่วันที่หนึ่งตุลาคมไปจนถึงวันที่สิบห้าเป็นเวลานานถึงสองอาทิตย์เต็มๆ เรียกกันว่า “เฮิร์บส์ทแมสเซ่” (Herbstmesse) หรือในภาษาท้องถิ่นของขาวลูเซิร์นเรียกว่า “โลแซร์เนอร์แมส” (Lozaerner Maas) แปลเป็นไทยว่างานวัด เอ๊ย…งานฉลองฤดูใบไม้ร่วงของเมืองลูเซิร์น ใช้ฝั่งทะเลสาบด้านซ้ายเป็นสถานที่จัดงาน แต่ปีนี้มีปัญหานิดหน่อย เนื่องจากว่ากำลังมีงานก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งใหม่ของเมืองลูเซิร์นในสถานที่แห่งเดียวกันร้านรวงที่จัดก็พอจะยัดเยียดจัดติดๆกันได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ เขาไม่รู้ว่าจะเอาไปตั้งไว้ที่ตรงไหนดี เพราะมันสูงถึง 31 เมตร เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงเป็นที่สองของประเทศ ในที่สุดก็ตัดสินใจเอาไปตั้งไว้ข้างหลังน้ำพุของ “วาเก้นบัค” (Wagenbach) ที่อยู่ด้านหลังหอประชุมนั่นเอง

พอเดินเข้าไปในงาน กลิ่นของไส้กรอกปิ้งก็หอมโชยมาเตะจมูก ตามมาด้วยกลิ่นเกาลัดคั่ว รับประกันได้เลยว่า ถ้าคุณผู้อ่านได้เข้าไปเที่ยวในงานจะต้องซื้อไม่ไส้กรอกก็ลูกเกาลัดคั่วจะหิวหรือไม่หิวก็ตาม เพราะกลิ่นของมันยั่วน้ำลายดีนัก ไส้กรอกก็มีชนิดและขนาดต่างๆกันให้เลือก เดินเข้าไปอีกหน่อยเห็นเด็กๆ ยืนกินน้ำน้ำตาลสายไหม (Candy Floss) กันอยู่อย่างเอร็ดอร่อยอยากจะกินบ้าง แต่เจียมสังขาร ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปมาให้คุณผู้อ่านได้ดูกันเล่นค่ะว่า ไม่ว่าจะเด็กชาติไหนก็มีความสุขกับสิ่งเล็กๆน้อยๆเช่นนี้เสมอ นอกจากนั้นก็มีข้าวโพดคั่ว มีขนมหวานหลายต่อหลายชนิด ล้วนแต่ยั่วให้เกิดกิเลสแก่รูปร่างทั้งสิ้น ในที่สุดก็จำต้องเดินลึกเข้าไปดูอย่างอื่นในงานบ้าง ไม่ใช่จะคอยแต่เฝ้าดูของกินอย่างเดียว

เขามีของเล่นต่างๆล่อใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็กๆมีความสุขที่จะได้เล่นส่วนผู้ใหญ่ก็มีความสุขที่จะได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง ใครที่กลัวความสูงก็มีชิงช้าสวรรค์ยักษ์ให้นั่ง ถ้าไม่กลัวว่าจะมึนเมาเวียนหัวก็มีรถเร็วมหาภัยที่เรียกว่า “โพลิป” (Polyp) ให้นั่งเล่นส่วนใครที่ขับรถบนถนนเร็วไม่หนำใจก็มีรถวิบากให้ขับเล่น จะไปชนใครก็ได้ระวังให้ดีๆก็แล้วกัน อย่าให้เขาชนเข้าได้ ฉันได้แต่ยืนดู ไม่ได้เล่นกับเขาด้วยเพราะกำลังจะบินมาเมืองไทย ขืนเกิดอุบัติเหตุขึ้นเกรงว่าจะอด ก็เลยระงับความอยากเล่นเอาไว้ นอกจากเครื่องเล่นพวกนี้แล้วก็มีที่สำหรับยิงปืน มีคารูเซลหมุนไปรอบๆ สำหรับเด็กเล็กๆ ฯลฯ ร้านที่ขายกระเบื้องเพ้นท์สวยมีคนมายืนดูเลือกซื้อกันแน่น มีภาชนะสวยๆขายถูกๆ ดูไม่คุ้มกันเลยสำหรับราคากระเบื้องและสีที่ซื้อมาเพ้นท์ ค่าแรงที่นั่งเพ้นท์กันจนหลังขดหลังแข็งยิ่งไม่ต้องไปคิดใหญ่ เพราะไม่อาจจะตีราคาออกมาเป็นเงินได้

ในงานฉลองนี้มีร้านมาร่วมด้วยทั้งหมดถึง 102 ร้าน อยู่ในความดูแลของพ่อค้าแม่ค้า 68 คน มาจากที่ต่างๆกันของรัฐลูเซิร์น เรียกว่าช่วงระยะสองอาทิตย์นี้ ถ้าใครได้มีโอกาสมาเที่ยวก็สามารถจะซื้อของแทบจะทุกอย่างได้ในราคาที่ถูกกว่าร้านธรรมดาที่ขายกันในเมืองลูเซิร์นหรือเมืองอื่นๆ ในประเทศสวิส

หลังจากที่ได้ไปเที่ยวฉลองงานเทศกาลเช่นประชาชนชาวเมืองคนอื่นๆแล้ว ลอร์ดแมร์ของเมืองลูเซิร์นก็ประกาศว่า การที่ได้ไปเที่ยวงานฉลองทำให้ลืมปัญหาและความกังวลทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างน้อยก็ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในงาน ก็คงจะจริงอย่างที่ท่านว่ากระมัง ไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีผู้คนทั้งหญิงและชาย ทั้งเด็กและคนแก่ไปเที่ยวกันอย่างคับคั่ง ทั้งๆที่เมืองลูเซิร์นเป็นเมืองเล็กนิดเดียวเท่านั้น

มีงานอะไรต่ออะไรให้ได้เที่ยวเพลิดเพลินสนุกสนานกันอยู่บ่อยๆแบบนี้แล้ว ยังคงกังวลกับอากาศมึนซึมซบเซา นั่งกัดเล็บอยู่กับบ้านจนเกิดความเหงาสงสารตัวเองเพราะไม่มีเพื่อนและไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ถึงกับคิดฆ่าตัวตายแล้วละก็ น่าเสียดายชีวิตจริงๆ