นิราศ Canada Original Style ของผู้เขียน โดย พอลีน เทวอักษร (Part 1)

จากZurich ดิ่งตรงToronto

ไม่อวดโม้ Air Canada ช่างดีสม

คำอวดอ้างเล่าลือน่านิยม

แสนเหมาะสมเครื่องบินถิ่นศิวิไลซ์

มีปัญหานิดหน่อยตอน taxi

Crew พบมีกระเป๋าไม่ครบถ้วน

ตามจำนวน passengers ในขบวน

ต้องบินหวนกลับสู่ประตูเดิม

Delayed สองชั่วโมงไม่นานนัก

คิดว่าพักสบายๆไม่ไปไหน

ดีกว่ารอใน Lounge ให้กลุ้มใจ

เพราะไม่รู้เมื่อไรจะได้บิน

ลัดฟ้าแปดชั่วโมงก็ถึงแล้ว

Checked in เข้าห้องพักที่โก้เก๋

Unpacked pajamasไม่ลังเล

ไปโต๋เต๋นอกโรงแรมดูลู่ทาง

Torontoดูเหมือนโก้โอ้โฮใหญ่

ไม่ไฉไลเท่าที่คิดจึงผิดหวัง

จากสวิสมองเมืองไหนก็รุงรัง

อนิจจังเมืองใหญ่ (ที่สุด) Canada

วันรุ่งขึ้นจองทัวร์ไปท่องเที่ยว

ตอนเช้าเลี้ยวเข้าไปกินอาหาร

นั่งโต๊ะติดคุยได้ไม่ทันนาน

ก็รู้ว่าเป็น Tourists เมืองผู้ดี

นั่งรถ tour hop on และ hop off

ไม่ได้ Hop off ลงณที่ไหน

นั่งรถชมตัวเมืองเรื่อยๆไป

ถึง CN Tower ใหญ่จึงได้ลง

CN Tower สูงเสียบฟ้าน่าปลื้ม

Speed 58 วินาทีชวนฉงน

346 เมตร ถึงยอดในบัดดล

รวดเร็วจนเวียนหัวน่ากลัวจริง

Roger Centre นั่นแสนแปลก

Gargantuan ยิ้มแยกอยู่เหนือหัว

ไม่ใช่ศูนย์อื่นไรที่แยบยล

มันคือสนาม Hockey มีตัวจริง

Sky Dome เป็น park ฟุตบอลคลับ

แล้วเอา Baseball club มาผสม

ทุกคนมี Privacy สำหรับตน

ได้วิ่งวนเล่นกีฬาที่ต้องการ

ตึกสีทองแลงามอร่ามตา

Bank of Canada สิ้นสงสัย

CN$70 หนึ่ง panel แพงเหลือใจ

คูณเข้าไปกี่ดอลลาร์ช่วยคิดที

ลงเรือ Boat ท่องเที่ยวทะเลสาบ

Ontario ใหญ่กว้างงดงามเหลือ

ลอยละล่องหนึ่งชั่วโมงภายในเรือ

กลับถึง Harbour Front ไม่พรั่นพรึง

Lunch แล้ว จรจัลดูเมืองต่อ

St. Lawrence Market ใหญ่จริงหนอ

เดินรอบตลาดดู Beef ไม่รั้งรอ

โอ้เนื้อสดน้ำลายสอช่างถูกจริง

Canada มีหลายอย่างที่เลิศสุด

โรงพยาบาลเด็กร่ำลือว่าดีเหลือ

U. of Torontoขนานนามให้โลกลือ

หนึ่งในสิบของธรณีดีมากมาย

Yonge (อ่านว่าYoung Streeet) ทอดไปยาวที่สุด

ซึ่งมนุษย์หาญสร้างได้ไกลแสน

เหนือจดใต้นับครบจบดินแดน

ได้ 1896 กิโลที่สุดยาว

Industry Service กิจประเทศ

อันเป็นเหตุให้เกิดการแข่งขัน

ด้าน Tourism อันสำคัญ

ต่างประชันสุดแรงแย่งกันดี

Ontario Railway Station

ใหญ่โตครันสไตล์กรีกช่างแปลกเหลือ

ไปเมืองหลวงCanadaนามระบือ

นั่นก็คือOttawa น่ารักจริง

ท้องฟ้าเปิดสดใสวิไลยิ่ง

ทุกทุกสิ่งถูกต้องเช่นตามแผน

รถไฟออกตามเวลาอย่างที่ plan

Boarding train แสนสนุกเป็นสุขใจ

สองข้างทางเขียวชอุ่มด้วยพุ่มไม้

ที่แตกใบใน Spring ที่ยังหนาว

เหลือบไปในท้องฟ้าสุกสกาว

ก้อนเมฆ Cloud เคลื่อนคล้อยลอยต่ำลง

ตกไม่ตกฝนจ๋าอย่าเพิ่งตก

ให้คนงกธรรมชาติสมปรารถนา

Please Oh God พระเจ้าจงเมตตา

โปรดจงพาพิรุณไปให้ไกลกัน

สี่ชั่วโมงนั่งไปใน First Class

ไม่คลาคลาดก็ซึ่งถึงจุดหมาย

CapitalCityดูสง่าน่าสบาย

บ่วุ่นวายแบบเมืองหลวงอื่นให้ชื่นชม

จากหน้าต่าง Delta แลเห็นBridge

ทอดสนิทข้ามไป GA-TI-NEAU

ฝั่ง QuebecอีกProvinceนามระบือ

ฝรั่งเศสนั่นคือภาษาชน

Amphibus สะเทิ้นบกสะเทิ้นน้ำ

เป็นสิ่งเดียวที่เพิ่งจะเคยเห็น

พาไปรอบOttawa อันร่มเย็น

หนึ่งชั่วโมงเนื้อเย็นได้ชมเมือง

ดารดาษเรียงรายไปด้วยตึก

โบราณลึกชื่นชมสมใจหมาย

อบอุ่นด้วย Friendship อยู่ทั่วกาย

City นี้สมแล้วเป็นเมืองหลวง

คนทั้งปวงเยินยอว่าเหมาะสม

Capital ตั้งจาก Queen นฤมล

Victoriaแห่งอังกฤษสนิทใจ

Compromise ระหว่าง Toronto

Kensington ไม่โม้ให้สงสัย

ตามติดด้วยQuebec แม่นวลใย

Ottawaนั่นไงเลือกได้ดี

War Memorial ไม่เลียนแบบ

Monument ทหารหาญที่แห่งไหน

Dedicated แก่ทหารที่ตายไป

เสียสละชีพให้เพื่อบ้านเมือง

Parliament Hill ถิ่นประจักษ์

Democracy ที่รัก เชิดชูหา

ความแท้จริงยั่งยืนชื่นชีวา

ชาติพัฒนาทั่วไปศิวิไลซ์ชน

Gallery อยู่ทั่วไปให้สมศักดิ์

ถึงความรักศิลปะช่างสรรหา

สิ่งประดิษฐ์ทั่วไปในโลกา

Collect หามาไว้ในครอบครอง

24 Sussex Driveไม่ใหญ่นัก

ที่พำนัก PM อย่าสงสัย

Stephen Harper คนติดใจ

Prime Minister หนุ่มใหญ่Canada

Lavender ส่งกลิ่นอันโชยชื่น

หอมระรื่นชื่นใจในนาสา

กลิ่นกำจายทั่วไปในอุรา

ชมพูม่วงห้อยระย้าจรดพื้นดิน

By Ward Market โอ้โฮใหญ่โตยิ่ง

ผู้คนชิงกันซื้อและจ่ายของ

แย่งกันกินแย่งกันซื้อไม่ต้องตรอง

อยากนั่งมองทั้งวันไม่เบื่อเลย

Pedestrian Mall มีไว้ให้ เดินเล่น

ในยามเย็นยามว่างสุดหรรษา

ดับความทุกข์ความกลุ้มสุมอุรา

เริงรื่นพาเบิกบานสำราญใจ

นั่งหยุดพักดื่มเบียร์เย็นๆก่อน

เพื่อพักผ่อนกายาที่แผ่วโผย

หายเมื่อยแล้วเดินต่ออย่างอิดโรย

ถึง Delta แล้วทรามเชยจึงหมดแรง

ลา Ottawa จากไปด้วยใจเศร้า

คิดถึงแม่นงเยาว์แล้วใจหาย

รถไฟแล่นสองชั่วโมงสบายสบาย

Arrived in Montrealไม่ร้อนใจ

พระอาทิตย์ส่องแสงอันแรงกล้า

ชวนให้นั่งเรือเที่ยวไม่สับสน

ท่อง St. Lawrence แม่น้ำตามสายชล

เก้าสิบนาทีได้ยลจนรอบเมือง

วันอาทิตย์ชาวเมืองออกอาบแดด

แสงที่แผดทำให้ร้อนทุกแห่งหน

พวกเขาต่างออกมาในบัดดล

เต็มถนน เต็ม Park ทุกแห่งไป

อาหารเย็นในร้านบน Trottoire

Mussels cooked French style เป็นไฉน

ไม่ถูกปากแต่ก็ฝืนกลืนเข้าไป

สั่งมาแล้วทิ้งไป เสียดายเงิน (งกค่ะ)

ดูคนเดินไปมาสนุกมาก

เห็นคนหลากต่างชาติต่างภาษา

คุยกันโฉงเฉงเปล่งวาจา

ตามภาษาที่ถนัดไม่ขัดเคือง

วันต่อมาขึ้นรถเข้าชมเมือง

สามชั่วโมงฟังไกด์สองภาษา

อธิบายตามที่ได้เรียนมา

จึงรู้ว่าประเทศนี้ดีมากมาย

เขาใส่ใจเรื่อง EDU-CA-TION

บ่เคยยั่นควักกระเป๋าการศึกษา

ศูนย์ Research เรียงรายด้วยนำพา

ค้นวิชาสิ่งใหม่ๆไม่ลังเล

Government ใส่ใจ Security

ให้คนที่เกษียณทำไม่ไหว

รัฐเลี้ยงดูให้อยู่ happy ไป

ทำไม่ไหวได้หยุดพักกายา

คนเจ็บนั้นเล่า ไม่ต้องทุกข์

ต่างมีสุข ได้รับการรักษา

Free ตั้งแต่เกิดจนมรณา

รัฐนำพาทุกข์สุข ตลอดไป

Canadian มี Sense of Humour

ไม่ เอ้อเร่อ เยาะตนไม่หม่นหมอง

สรร Joke มา degrade ตน คึกคะนอง

ด้วยลำพองว่าตนคนพัฒนา

คนที่มี Ego โอ้โฮจัด

จะไปขัดเรื่องใดให้กังขา

เดี๋ยวจะโมโห ขุ่นเคือง และโกรธา

ด้อยพัฒนา Joke ไม่ได้ ต้อง Tabu

ฝรั่งเศส อังกฤษ ชาวบ้านรู้

จำต้องเรียนแต่เด็กไม่อดสู

พอเติบใหญ่จึงเก่งถึงชั้นครู

สองภาษา รอบรู้ อย่างเชี่ยวชาญ

St. Peter Basilica น่าดูยิ่ง

มีสาม Wing เป็น Chapel ด้วยขยาย

Glass window แลสวยด้วยลวดลาย

ส่องประกายล้อแดด งามจับตา

Mount Royal เป็นที่สำหรับ view

แลละลิ่วลงไปในเวหา

เห็นเมือง Montreal ต่ำลงมา

ล้วนโอฬาร Sky Scraper เอ้อเฮองง

เดินเตร็ดเตร่ เข้าไป ChinaTown

ดูลาดเลา อาหารจีน กินสักหน

สั่งเกี๊ยวน้ำ Chow Mein สำหรับตน

แถมด้วย Duck Roasted กับข้าวมา

พ่อHongkie คนขาย ช่างร้ายนัก

ทำท่ายักษ์ เล่นลิ้ว ใช้ชิวหา

หิวแต่เงิน อย่างอื่น ไม่นำพา

เจ้าคนบ้า Charged ได้ แม้ผักเคียง

ด้วยความเคือง ไม่อยาก แม้แต่ Tip

อยากจะตึ๊บมันด้วยซ้ำ คนผยอง

เพราะหมั่นไส้ คนงก คนจำลอง

อยากลองของ เดี๋ยวก็โดน เข้าจริงๆ (แฮ่ม)

ขึ้นรถไฟ กลับไปToronto

ไม่โมโห ไม่เคืองขุ่น วุ่นสมอง

เพื่อไปชมสิ่งแปลกอื่นตามครรลอง

แห่งการไปท่องเที่ยว ผจญภัย

Canadian รถไฟ สบายยิ่ง

Personnel ดีจริง มีหรรษา

ต่างช่างพูด ช่างถาม จำนรรจา

กล่าววาจามธุรส สดสำเนียง

นี่แหละค่ะ ชนชาติพัฒนา

เปล่งวาจารื่นหู จะหาไหน

คนชาติอื่นที่ยังด้อย ไม่เข้าใจ

ควรศึกษาเอาไว้ เป็นบทเรียน

บนรถไฟมี Ballentine ให้ดื่มด้วย

ล้วนช่วยเตือนความหลังหฤหรรษ์

ดื่มกับคนรักสนิท จิตผูกพัน

แสนสุขสันต์ หาไหน ใดจะเทียม

ตกตอนเย็นรับรถที่สั่งไว้

Advance ไปล่วงหน้า เพราะเขาถือ

การท่องเที่ยวของสวิสสำคัญคือ

ความสะดวกลูกค้า เหนืออื่นใด

Niagara Fallsน้ำตกบันลือโลก

หนึ่งแหล่งแห่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียง

ระยะทาง 120 กิโล หรือใกล้เคียง

ไม่เอนเอียงประเดี๋ยวถึงซึ่งปลายทาง

รถวิ่ง along shore Ontario

ทะเลสาบน้ำเขียวสีสดใส

ล้อแสงแดดยามเช้างามจับใจ

โอ้ ไม่ไกล น้ำตก จ๊อกๆโครม

ลมเย็นโกรกโบกไหวให้สะท้าน

ต้องต้านทาน ด้วย windbreaker เสนอสนอง

หากไม่ชินลมหนาว ยาวยาว long

แม่สมปองคงงุ่นง่านสะท้านทรวง

ส่วนตัวแม่โฉมยงอนงค์นี้

คุ้นกับ Zero degree จึงผ่องใส

ใส่แต่เสื้อหนาวบางบาง Summer ไป

บ่สนใจลมหนาว Howling wind

น้ำตกใส ไหลลง เป็นเรียวคลื่น

เสียงครืนครืน ดังลั่นสนั่นไหว

น้ำสีขาว สลับเขียวเป็นเกลียวไป

สบายใจ ยามที่ได้ จับตามอง

Waterfalls นี้ commercialized

หากไม่มีอื่นใดมาเป็นของ

ล่อทั้งตา ล่อทั้งใจ ให้ทดลอง

คงหาจอง นักท่องเที่ยว ต้องเปลี่ยวใจ

งามก็งาม ดอกนะ แม่ยาหยี

แต่ให้ดีเท่าIguazuFallsยังสงสัย

Volume น้อยกว่าเมื่อเทียบไป

ไม่ใหญ่เท่า น้ำตก Argentina

(รวม BrazilและParaguay)

กิน Sandwich นิดหน่อย พอสดชื่น

ไม่ชื่นมื่นได้ประทังความหิวโหย

เห็น Sandwich Canadian แล้วอิดโรย

ความหิวโหย หายไป ไม่กลับมา

ชิ้นอะไร จะใหญ่ขนาดนั้น

กินกี่วัน จึงจะหมด เล่าทูนหัว

แถม French Frieds มันย่อง ดูน่ากลัว

ใครจะมั่ว กินอย่างไร ให้หมดจาน (บ่น บ่น)

ครึ่งวัน พอแล้ว Niagara

ต้องรีบลากลับไป คืนรถหลวง

หากช้าไป จะโดนปรับ แม้ไม่ลวง

ถ้าโดนทวง หมดสนุก ขายหน้าตาย

Pontiac Firebird ขับดีนัก

นั่งพิงพัก แสนสบาย เสียจริงหนอ

เครื่องก็ดี Chassis ก็เยี่ยม เอี่ยมลออ

เสียดายหนอขับได้ ไม่เร็วเกิน

Model นี้ไม่เคยขับ ที่ไหนก่อน

หากจะย้อน นึกถึง ซึ่งความหลัง

เคยแต่ขับ Chevy เก๋ดีจัง

ด้วยน้ำมัน ถูกดี ไม่มีแพง

ในประเทศ น้ำมัน เช่น Kuwait

ได้งามหน้า งามเนตร สมศักดิ์ศรี

น้ำมันถูกกว่าน้ำ ฉ่ำฤดี

จึงได้มี รถใหญ่ ไว้ขับโชว์ (กลอนพาไปค่ะ)

Checked in ขึ้นรถไฟ Canadian

ไม่ผิดเพี้ยน Sleeping Car 122

Blue and Silver Class ที่ได้จอง

จากสวิสประเทศของความเจริญ

Canadian train นี้ มีคนมาก

Tourists จากทิศทั่ว ทุกแห่งหน

ส่วนใหญ่เป็น Senior แข็งแรงจน

Junior หน้ามล ยังได้อาย

Cabin ในรถไฟ luxurious

มีวิเศษ Attached ห้องสุขา

ห้องนอนเล็กสักหน่อย ไม่นำพา

Bathroom มาเป็นที่หนึ่ง ซึ่งพึงปอง

พวกแขกต่างชุมนุม ในห้อง Lounge

ทุกคนเล่า เรื่องของตน สนุกสนาน

แม่โฉมยงองค์นี้ ก็หน้าบาน

สุขสำราญ คุยเฟื่อง ทุกเรื่องไป (โม้ตามเคยค่ะ)

การไปเที่ยว แบบนี้ แสนดีนัก

ได้รู้จัก พบพา ผู้คนหลาย

ทุกแห่งหน ทุกทิศ Friendship กระจาย

ด้วย English ที่ใช้ เป็นสากล

คนในรถส่วนใหญ่ เอื้อน English

มีนิดๆ เยอรมัน Dutch ผสม

ฝรั่งเศส อิตาเลียน ไม่เห็นปน

คงเพราะคนเหล่านี้ ไม่แน่ใจ (ในภาษาอังกฤษ)

รถไฟวิ่ง แล่นลิ่ว ไปตามราง

ผ่านทะเลสาบ ไม้ป่าทีผสม

Deciduous Coniferous ที่ลู่ลม

อยากจะชมป่า Ablaze ฤดู Fall

Mealtime แบ่งออก เป็น 3 shifts

ผลัดกัน กระปริบ กระปรอยกินอาหาร

Restaurant ไม่ใหญ่โต เท่าต้องการ

กินอาหาร คนละที ไม่มีงอน

ชาวฝรั่ง มั่งค่า ศิวิไลซ์

ไม่มีใคร บ่นว่า ต่างพาเฉย

หากต้องรอ นิดหน่อย ไม่เกินเลย

คอยแต่เดินเข้า Queue ตามกันไป

Ontario และ Huron ทะเลสาบ

สองในห้า Great Lakesสนิทสนม

Five Great Lakes มีไว้ให้ได้ชม

หนึ่งในสาม น้ำจืด เป็นที่มา (ไม่ค่อยแน่ใจ)

See how Michael eats oranges

Five Great Lakes ของโลก ต่างผสม

5 Lakes คือ Erie, Michigan นามกมล

Ontario, Huron, Superior

Panorama ให้ view ที่แจ่มชัด

ไม่ติดขัด เครื่องขวาง กระจกใส

แลเบื้องหน้า Vista อันกว้างไกล

ดูอิ่มใจ วิวสวย ด้วยป่าดี

Double-decker ในห้องนอน

แม่บังอร เลือกเตียง สโมสร (ชั้นล่าง)

เสียงรถไฟ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ช่างน่านอน

แม่อมร นอนหลับ แล้วฝันดี

นอนไม่นาน ฟ้าเปิดกว้าง สว่างเนตร

เข้าห้องน้ำ เขต Shower แล้วสระผม

แสนสดชื่น แสนสบาย สะอาดชม

จึงติดลม ชมวิว เมื่อฟ้าจาง

คิดว่า เป็นคนเดียว ที่ตื่นเช้า

โอ้โฮเรา ไม่ได้ Strange กว่าแขกไหน

พวกเขา ตื่นกันแล้ว แม่แก้วใจ

ต่างขึ้นไป Panorama ดูวิวเพลิน

หกโมงครึ่ง เวลา อาหารเช้า

มีเครื่องเครา พร้อมเพรียง เรียงสลอน

มี Bacon, Fried Eggs ไม่ขาดตอน

แถม Omelette taste อร่อย ไม่ด้อยใคร

เช้าวันนี้ ฝนโปรย ไม่ได้หยุด

หากไม่ Dampen spirits ของแขกไหน

ต่างยังคุยกัน สำราญ เบิกบานใจ

ใครจะห้าม ธรรมชาติได้ ไม่ใช่คน

Champagne ไหลไม่หยุด ดั่งสายน้ำ

สุดเย็นฉ่ำ ดื่มกัน เพื่อฉลอง

โอกาสพิเศษ ต่างค้น กำหนดตรอง

วันนี้ไซร้ ฉลองเลอเลิศ วันเกิดใคร (30 พฤษภาคม) ฮะแอ้ม

บ่ายคล้อยแล้ว ฝนตก ยังไม่หยุด

อุณหภูมิ ทรุดลงต่ำ ระกำหนอ

เฝ้ารอพระอาทิตย์ ให้ได้ทอ

ประกายแสง แรงหน่อย ค่อยคลายเย็น

ในที่สุด พระอาทิตย์ ก็ทอแสง

แดดเจิดจ้า แรงร้อน ไม่บ่นหนาว

รถไฟจอด ให้ผู้โดยสาร ลงชั่วคราว

Winnipegเมืองท่า Hudson Bay

ข้าม 27 metre ที่ long bridge

Passed Prairies Elevators อันสดใส

สีของมันเจิดจ้า เห็นแต่ไกล

Architecture เดียวไง Canada

หนึ่งชั่วโมง Put clock back ที่Winnipeg

ผ่าน Lakes ตั้งหลายแห่ง สีสดสวย

อาบแสงแดด ยามเย็น รื่นระรวย

แสนจะช่วย พาใจ ให้เบิกบาน

Landscape คล้าย Moorland ในอังกฤษ

วิว English นั่นไง ไม่กังขา

เอา Yorkshireของถิ่น ผู้ดีมา

วางตรงหน้า เข้าท่า น่าอภิรมย์

Breakfast แล้วแก้วตา ขอลาก่อน

หย่อนอารมณ์ กับเพื่อนสนิท พิสมัย

อีกไม่นาน ลาแล้ว ต้องจากไกล

Say goodbye ด้วยใจ คะนึงครวญ

ถึงสถานี Edmonton รถจึงจอด

ให้ Passengers เตร่เตร็ด stretched ขา

เมืองนี้ แต่ก่อน แต่ไรมา

เป็นเมืองค้า Fur trade เขตอุดม

มีทั้ง Oil มีทั้ง Gold Zone พิเศษ

แสนวิเศษ เศรษฐกิจ ดีหนักหนา

Edmonton Mall ใหญ่จริง สมราคา

โฆษณาใน Guiness Book สนุกครัน

Calm แสน Calm คือชื่อ Wa-Mun-Lake

ปานกระจก เฉกเช่น บ่อน้ำใส

ขนานนามว่า Mirror เสมอใจ

Coal-fired generating plant on the shore.

At Hinton เริ่ม climb ขึ้นพันเมตร

Along เขตแม่น้ำ Mc-Leod (แม็ค เขลาด์)

และเลียบล่อง ตามน้ำ ใต้ร่มเงา

ของเทือกเขา Robson ต้นไม้ยืน

เห็นลิบๆ แต่ไกลRocky Mount

เงาทอดยาว ตอนบ่าย สายนิดหน่อย

ในไม่ช้า เริ่มเข้า Mountที่คอย

ใกล้ถึง ยามค่ำคล้อย ค่อยมืดลง

Athabascaทะเลสาบ

ไหลลงสู่ แม่น้ำ ไม่เหลวใหล

Official entrance นั่นปะไร

ชื่อเดียวกัน นั้นไซร้ Athabasca

Logs float downช้าๆตามRiver

Miette (อ่านว่า My-et) แม่น้ำไหล ตามกระแส

ลอยละล่องเรื่อยๆ ดังเช่นแพ

คล้ายเวลา หยุดกับที่ ไม่หนีไกล

Jasper National Parkไม่จางรัก

ผู้คนมักถ่ายรูป ไม่ห่างเหิน

Park นี้มีค่า ควรประเมิน

หนึ่งในสี่ Park ขึ้นไว้ในตำนาน (UNESCO)

The Canadian glides past MountWhistler’s

ผ่าน VictoriaPassถึงหัวเหลือง (Yellowhead)

เอาเถอะนะ Mount Rocky อย่าขุ่นเคือง

เพราะหัวเหลือง เก่ากว่า มาช้านาน

รถไฟผ่าน Pass ทะเลสาบ

อีกหลายแห่ง ไม่เอ่ยนาม ให้สับสน

Put clock back อีกหนึ่งชั่วโมง นฤมล

สามชั่วโมง ได้กำไร ก่อนถึงเมือง

สามคืน ในรถไฟ ให้สุขนัก

ได้พบรัก เพื่อนฝูง ต่างภาษา

ล้วนคนดี มีความรู้ เดินทางมา

เพื่อเสาะหา ประสบการณ์ ให้แก่ตน

(หมายเหตุ รถไฟสายนี้มีทั้งหมด ๒๖ ตู้ มีหัวรถจักรสำหรับลากถึงสี่เครื่อง มีความยาวประมาณ หนี่งกิโลเมตร ถ้าใครต้องการยืดแข้งยืดขาก็สามารถทำได้ โดยเดินจากหัวขบวนไปจนถึงท้ายขบวน ก็คงจะได้ออกกำลังกายไม่เลวเลย แต่ความเขย่าของรถ คงจะทำให้การเดินไม่สู้จะราบรื่นนัก)

Vancouver อยู่ฝั่ง Pacific

Fantastic setting แห่งเมืองเหนือ

เขียวด้วยป่า นานาชนิด ปลอดพิษเจือ

Taxi นั้น ก็สะอาด ไม่ด้อยใคร

Toyota Hybrid เป็นTaxi

ใช้ Gas และ Batteries ผสานผสม

Environment friendly ช่างน่าชม

แสนเหมาะสม เมืองใหญ่ Canada

Spring นี้ Vancouverช่างเย็นนัก

ลมพัดเข้ากระดูก จนแสนหนาว

ถึงใส่เสื้อหนาหนา แขนขายาว

ลมพัดหนาว เข้ากระดูก กระเดี้ยวแรง

TotemPolesStanleyParkไม่อยากเชื่อ

นักท่องเที่ยว เหลือเฟือ ดูสับสน

ถ่ายรูปบ้าง เดินบ้าง ตามใจตน

ยังได้ยล Cricket Game เปรมฤทัย

Steam Clock Tower เป็นแห่งแรก

ไม่รู้แขก แห่มา กันแต่ไหน

Clip clip whirring จากกล้องไง

อ๋อ ญี่ปุ่น นั่นปะไร ถ่ายกันเพลิน

Renaissance Hotel อยู่ริมฝั่ง

แต่เสียงคลื่น ไม่ดัง ให้ผวา

สองคืน อยู่พักฟื้น สบายอุรา

เตรียมกายา ให้กับ Motorhome (RV=Recreation Vehicle)

ต่อจากนี้ไป ขอเขียนเป็นร้อยแก้วนะคะ

ในใจกลางของเมืองVancouver มีอนุสาวรีย์ของนาย Gassy Jack ซึ่งเป็นFounding Father ของ เมืองแวงคูเวอร์ GasTownมีหอนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองทุกๆสิบห้านาที นาฬิกาที่อาศัยพลังไอน้ำจากใต้ดินมาหมุนให้มีเสียง chime

ที่ดังเช่นเดียวกับเสียงนาฬิกาของ Westminster ในลอนดอน

John Deighton จอห์น เดห์ตัน เกิดที่เมืองHullในประเทศอังกฤษ เขาเป็นนักผจญภัย เป็นกัปตันเรือเดินทางมาจนถึงแวงคูเวอร์ ในสมัยนั้น ใครๆรู้จักเขาในนาม “คนขี้คุย” คำแสลงในภาษาอังกฤษ “gassy” แปลว่าพูดมาก พูดอยู่คนเดียวเป็น monologue เขาเป็นบาร์เทนเดอร์ในโรงแรมของตนเอง ที่ใช้ชื่อนามสกุลว่าโรงแรม Deighton แต่โรงแรมนี้ถูกไฟไหม้วอดวายเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๑๘๘๖

อีกร้อยปีให้หลัง คือวันที ๒๕ ธันวาคม ๑๙๘๖ นาย Howard Meakin ซึ่งเป็นลูกหลานรุ่นที่สามในเมืองแวงคูเวอร์ ได้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นที่ระลึกถึงนายเดห์ตันขึ้นในที่ๆเคยเป็นที่ตั้งของโรงแรมมาก่อน ภายใต้ร่มเงาของต้นเมเปิ้ล อนุสาวรีย์นี้สำคัญเพราะเป็นสถานที่ๆผู้ก่อตั้งเมืองแวงคูเวอร์ได้ใช้เป็นที่พบปะกันในปี ๑๘๘๕ ก่อนที่จะถูกไฟไหม้เพียงปีเดียว เพื่อเลือกชื่อเมือง ที่เป็นชื่อของ Captain George Vancouver ชาวอังกฤษที่ล่องเรือมาพบเมืองนี้ขึ้นในปี ๑๗๙๒

ในกระบวนเมืองทั้งหมดของประเทศแคนาดา แวงคูเวอร์ เป็นเมืองที่คงความเป็นอังกฤษมากที่สุด มีประชาชนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในราวสองล้าน ซึ่งจำนวนนี้เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ใน British Columbiaถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะสะอาด

สะอ้าน แต่ก็ไม่ปลอดจากพวกติดยาเสพติดหรือขอทานหรือโสเภณีเสียทีเดียว

ในความเห็นของตัวเอง แวงคูเวอร์ยังมีความน่าอยู่มากกว่าเมืองใหญ่เช่นเมือง Torontoโทรอนโต เป็นไหนๆ เพราะเมืองใหญ่เช่นนี้ย่อมมีปัญหามากเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อีกหลายเมืองทั่วโลก

คนขับแท็กซี่ในโทรอนโตคนหนึ่งเล่าตอนขับรถผ่านไปแถวRegentParkว่า ถ้าไปเดินแถวนั้นจะพบว่ามีจำนวนพวกติดยาเสพติด พวกด้อยโอกาส และโสเภณี ตลอดจนพวกเหลือขอมากมาย ด้วยเหตุที่เป็นที่อยู่ของหมู่คนที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ เช่นพวก single parent หรือที่เรียกว่าเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว

เขาเล่าต่อไปอีกตอนที่ผ่านไปสะพานหนึ่งใกล้ๆกันชื่อ BloorVitaBridge ว่า สะพานนี้ถูกขนานนามว่า suicide bridge สะพานฆ่าตัวตาย ด้วยเหตุว่า มีคน “แห่” กันมากระโดดน้ำฆ่าตัวตายกันปีละเจ็ดแปดราย จนทางการต้องขึงลวดหนามไว้ตามราวสะพาน

วันต่อมา ซึ่งเป็นวันที่ ๓ มิถุนายน เราไปรับรถ camper หรือเรียกในแคนาดาและอเมริกาว่า RV (Recreation Vehicle) ต่อจากนี้ไปจะเรียกรถนี้ว่า อาร์วีตลอดทั้งเรื่องนะคะ จองรถนี้ล่วงหน้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคมและยังอยู่ในสวิส รถยังใหม่เอี่ยม ไม่เคยมีใครใช้มาก่อนเลย ความยาวของรถวัดได้ เจ็ดเมตรครึ่ง มีกำลังแรง ๒๘๐ แรงม้า และมีหัวสูบถึงแปด cylinder ภายในรถมีเครื่องใช้ไม้สอยครบครัน มีเตียงนอนคู่สองเตียง มีห้องกินข้าวซึ่งเป็นห้องเดียวกับห้องครัวซึ่งมีเตาอบ ตู้ไมโครเวฟ หัวเตาแก๊ส สามหัว มีตู้เย็น

มีอ่างล้างชาม เครื่องปิ้งขนมปัง กาต้มน้ำ หม้อไหกระทะสำหรับหุงต้มพร้อมบริบูรณ์ มีตู้ลิ้นชักแบบตามบ้านทุกอย่าง โต๊ะกินข้าวที่วางติดหน้าต่างสามารถใช้เป็นเตียงเดี่ยวได้อีกหนึ่งเตียงสบายๆ ห้องน้ำเล็กๆมีทั้งฝักบัว และส้วม หน้าประตูห้องน้ำมีอ่างล่างหน้าเล็กอีกต่างหาก ทางบริษัทที่ให้รถเช่า จัดผ้าเช็ดตัวมาให้หลายผืนเช่นเดียวกับในโรงแรม ส่วนในครัวก็มีผ้าเช็ดจานชาม แก้วน้ำ มีด ซ่อมและช้อน ตลอดจนถ้วยน้ำชาและกาแฟ ฯลฯ เหมือนกับอยู่ในบ้านของตนเอง เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น ซึ่งก็จำเป็นเพราะเราจะใช้เวลาอยู่ในรถถึงสองสัปดาห์เต็ม เนื่องด้วยเป็นครั้งแรก ที่จะได้ไปแคมป์ในลักษณะนี้ในประเทศใหญ่และพัฒนามากแล้วเช่นแคนาดา จึงอดรู้สึกตื่นเต้นเสียมิได้ มารู้ภายหลังว่าทั้งๆที่เป็น off season และยังไม่ถึงฤดูท่องเที่ยวก็ตาม ทางบริษัทที่ให้รถเช่าได้ให้รถแบบนี้เช่าไปแล้วถึงแปดร้อยคัน และนี่เป็นเพียงบริษัทเดียวยังมีบริษัทอีกหลายแห่งที่ให้รถแบบนี้เช่าอีกหลายแห่ง ไม่รวมถึงชาวแคนาเดียนและอเมริกันที่เป็นเจ้าของรถอีกต่างหาก

หลังจากที่ได้ทำความรู้จัก คุ้นเคยกับรถแล้ว ก็เริ่มขับไปตามแผนที่ๆได้ศึกษามาล่วงหน้าเป็นอย่างดี สิ่งแรกที่ทำคือแวะไปเมือง Chilliwackเพื่อจับจ่ายซื้อของที่จำเป็นในการประกอบอาหารฯลฯมาตุนไว้ เป็นอาหารที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากและเสียเวลานานในการทำ

คืนแรกไปพักที่ Emory Creek มีรถที่แขกมาจอดพักอยู่เพียงสองคัน ท่ามกลางป่าสนอันเงียบสงัด ฝนตกลงมาทั้งวันทำให้เฉอะแฉะ เดินออกไปเข้าห้องสุขาที่อยู่ไม่ห่างออกไปเท่าไรนัก เพราะต้องการจำกัดในเรื่องการใช้น้ำในรถอาร์วี ห้องสุขาสะอาด มีกระดาษชำระเรียบร้อย ข้างหน้าห้องมีก๊อกจัดไว้สำหรับล้างมือ เป็นน้ำเย็นเฉียบ ไม่มีน้ำร้อน เนื่องจากเป็นแคมป์ที่เรียกว่า Provincial Camping Ground ล้างมือและล้างหน้าจากน้ำที่เย็นเฉียบเช่นน้ำแข็ง รู้สึกสดชื่นเหลือเกิน ทุกแห่งมีถังขยะธรรมดาและแบบที่เป็นรีไซเคิ้ลวางอยู่พร้อม

ตอนกลางคืนเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงน้ำฝนที่ตกกระทบหลังคารถ กล่อมให้หลับสนิท เพื่อนร่วมทางนอนอีกเตียงหนึ่งใต้หลังคารถเหนือที่นั่งคนขับ เป็นเตียงคู่ที่สบายเช่นเดียวกับเตียงคู่ที่ฉันเลือกนอนติดกับห้องน้ำ มีผ้าห่มดูเวย์ Duvet ห่มสบาย แต่เนื่องจากหนาวมากตอนเช้า อุณหภูมิในราวศูนย์องศา จึงจำเป็นต้องเปิดฮีตเตอร์ในตอนเช้ามืด

มาถึงตอนนี้ จะขออธิบายเรื่องลักษณะของแคมป์นิดหน่อย ต่อไปคุณผู้อ่านจะได้เข้าใจง่ายๆว่าหมายความว่าอย่างไร ที่พักแบบแคมป์มีอยู่สองชนิด ชนิดหนึ่งคือ Provincial Camping Ground ที่กล่าวถึงข้างบน เป็นบริเวณที่เงียบสงัด น่าพัก แต่ไม่มี hooks up หมายถึงไม่มีท่อสำหรับรองรับน้ำเข้ามาใช้ในรถ ไม่มีท่อสำหรับระบายน้ำและสิ่งโสโครกจากห้องน้ำ ไม่มีสายไฟที่จะใช้ต่อเข้ามาในรถ เราจำเป็นที่จะใช้ของของเราที่มีอยู่ ซึ่งถ้าอยู่กันสองคนก็จะมีใช้ได้ประมาณยี่สิบสี่ชั่วโมงและจะต้องไปจัดการเติมน้ำ กำจัดสิ่งโสโครก ฯลฯ กันใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปชำระค่าเช่าแคมป์ที่ปากประตู เพราะมีคนที่รักษาสถานที่เรียกว่า Ranger เป็นผู้มาเก็บสตางค์ถึงที่

แคมป์อีกลักษณะหนึ่งเป็น Private Camping Ground ที่นี่จะมี hooks up มีท่อทุกอย่างที่เอ่ยถึงข้างบน ทำให้การใช้น้ำ ใช้ไฟ ฯลฯ สบายขึ้น ไม่ต้องเกรงว่าจะใช้มากเกินไป สิ่งสกปรกก็ระบายออกไปได้ นอกจากนั้นยังมีห้องน้ำจัดไว้ให้ในบริเวณอีกต่างหาก มีทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็นให้ครบครัน บางครั้งก็มีเครื่องซักผ้าโดยมีเหรียญหยอดให้ด้วย หากโชคดีก็จะมีอินเตอร์เน็ตไว้บริการ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเลือกที่จะไปอยู่สลับกันไประหว่างสองแคมป์นี้

วันรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้าแล้ว เราเดินทางต่อไปเมือง Nicola อากาศเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงมีหมอกสลัวๆ อย่างไรก็ตาม ได้เห็นแม่น้ำ Fraser ที่ไหลเชี่ยวกราก อันที่จริงตอนที่นั่งรถไฟมา ก็ได้ผ่านแม่น้ำสายนี้มาแล้วหนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นเวลากลางคืน จึงมองไม่เห็น

ระหว่างทางไปหยุดที่ Hell’s Gate ประตูนรก ที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาของแม่น้ำเฟรเซอร์ Fraser Canyon Gorge เรียกเช่นนี้ก็เพราะประตูนรกแห่งนี้เป็นอุปสรรคที่ใหญ่หลวงสำหรับการข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกรากจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ชาวอินเดียนในสมัยก่อนใช้บันไดแขวนแล้วข้ามไป ส่วนวิศวกรที่สร้างถนนใช้วิธีสร้างบันไดเป็นชั้นๆสำหรับปีนหน้าผา แม้แต่เรือแคนูก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดข้ามแม่น้ำเฟรเซอร์ มีก็แต่ชายผู้กล้าหาญเพียงหนึ่งเดียวที่ท้ามัจจุราช ข้ามได้สำเร็จ กว่าจะสร้างทางรถไฟและถนนไฮเวย์ได้แล้วเสร็จ จำต้องใช้วิธีสร้างอุโมงค์เข้าช่วย แม้แต่ในปัจจุบันมนุษย์ก็ยังคงต้องต่อสู้กับอำนาจแห่งธรรมชาติที่มีกำลังเหนือกว่า

มีรถลอยฟ้าที่ประตูนรก ซึ่งชาวคาเนเดียนเรียกว่า airtram ที่สูงที่สุดในอเมริกาเหนือสำหรับข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ใช้เวลาห้านาที ข้างใต้จะเห็นและได้ยินเสียงกระหึ่มของน้ำในหุบเขา จุดนี้เป็นจุดที่ลึกที่สุดและกว้างที่สุดถึง ๑๑๐ ฟุต ประมาณ ๓๓ เมตร น้ำ๒๐๐ ล้านแกลลอน ไหลลงทุกๆนาที ซึ่งเป็นสองเท่าของน้ำตกไนอาก

ชื่อประตูนรกหรือ Hell’s Gate ตั้งขึ้นโดยนาย Simon Fraser นักผจญภัยและค้นคว้า ที่ได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ในปี ๑๘๐๘ โดยเรือแคนู เขาประกาศอย่างเย้ยฟ้าท้าดินว่า “เราจะต้องเดินทางไปในที่ๆมนุษย์คนใดไม่กล้าแม้แต่จะย่างเท้าลงไป”

สังเกตว่าภายในบริเวณมีเตาไฟที่ใช้ไม้ฟืนแบบโบราณอยู่เตาหนึ่ง อ่านคำบรรยายที่เขียนไว้เล่าว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งแคมป์ของคนงานก่อสร้างรางรถไฟ ในปี ๑๘๐๐ ด้วยเหตุที่งานก่อสร้างเป็นงานที่หนักมาก กลุ่มคนงานที่มีชื่อว่า Gandy Dancers กลุ่มนี้จึงรอคอยที่จะได้กินอาหารอร่อยๆในตอนเย็นหลังเลิกงาน ในจำนวนนี้ มีคนงานชาวจีนร่วมทำงานอยู่ด้วยหลายคน เขาจึงเลือกเอาคนหนึ่งที่มีหางเปียซึ่งทำกับข้าวเก่งมากมาทำอาหารให้ และเรียกชาวจีนผู้นี้ว่า จอห์นนี่ หรือ จุ้ยหุย พวกเขาหวงนายจอห์นนี่มาก ไม่ยอมให้คลาดสายตาไปไหน

แต่มาคืนวันหนึ่ง เป็นวันที่มืดมิดไม่มีแม้แต่พระจันทร์ จอห์นนี่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับไม่มีร่องรอย พวกเขาจึงจำเป็นต้องหาคนใหม่มาแทนทันที แต่แล้วทุกคนต้องประหลาดใจที่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถจุดเตาไฟให้ติดได้ พยายามเท่าไรก็ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงส่งคนออกไปหาจอห์นนี่ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำค้างคาวที่ชื้นแฉะ หรือว่าตามช่องมืดๆในถ้ำ ในที่สุดก็พบนายจอห์นนี่ จึงพากลับมาแคมป์อย่างเดิม ท่ามกลางความดีอกดีใจของกลุ่มคนงานที่หิวโหย ในไม่ช้าจอห์นนี่ก็ทำอาหารที่วิเศษให้คนงานกินกันทุกวัน จนถึงวันตายคือวันที่ ๑๐ กรกฏาคม ๑๘๙๐

แต่ได้มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ในวันครบรอบปีที่เขาตาย เตาไฟจะอุ่นขึ้น ทั้งๆทีไม่เคยมีใครไปจุดไฟอีกเลยตั้งแต่เขาตาย เป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุการณ์นี้จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่น่าขนลุกที่เกิดขึ้นในร้านขายของที่ระลึก Gold Panner อันเป็นที่ตั้งเดิมของเตาไฟ “จอห์นนี่”หรือไม่ ยังมีการค้นคว้าวิจัยอยู่ ยังสรุปไม่ได้ว่าเพราะเหตุไร พื้นของร้านขายของที่ระลึก ทั้งที่เป็นคอนกรีตและไม้ยังเป็นของเก่าดั้งเดิมตั้งแต่สมัยนั้น

เนื่องจากเรากินอาหารเช้าเช้ามาก จึงแวะเข้าข้างทางในเขต Rest Area หยุดทำกับข้าวอย่างง่ายๆคือ ทอดเนื้อสเต็กกับทำสลัด เป็นอาหารกลางวัน หลังจากนั้นก็ขับรถเลียบไปตามฝั่งทะเลสาบ Nicola จนถึงแคมป์อีกแห่งหนึ่งชื่อ Monck ได้ที่จอดรถบนทะเลสาบซึ่งมีความเงียบสงบเช่นเดียวกับแคมป์ที่ได้พักเมื่อคืนก่อน บ่ายนี้มีแสงแดดอบอุ่น จึงได้ออกมานั่งเขียนบทความได้พักหนึ่ง บนโต๊ะไม้และม้านั่ง ที่เขาจัดไว้ให้ทุกแห่ง ติดกับรถที่จอดไว้ ก่อนที่ลมหนาวจะไล่ให้กลับเข้าไปในรถด้วยความเสียดาย แสงที่อบอุ่นของดวงอาทิตย์ ที่นี่เป็น Provincial Camping Ground จึงไม่มี hooks up แต่มีห้องสุขาที่สะอาดเอี่ยม ไม่มีน้ำร้อน ต้องสารภาพว่าการใช้ผ้าขนหนูเย็นเฉียบเช็ดหน้าและร่างกายทำให้สดชื่นอย่างมาก และไม่รู้สึกสกปรกเลย

เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนเดินทางต่อไป จำเป็นจะต้องทำความสะอาดห้องน้ำในรถ มีท่อหรือ hose ที่ต่อจากรถ สอดเข้าไปในรูของถังพิเศษ แล้วใช้น้ำล้างอีกทีหนึ่ง มียาฆ่าเชื้อหยอดลงไปเพื่อดับกลิ่นทำความสะอาด ส่วนน้ำดื่มเขาจัดให้พิเศษอีกท่อหนึ่ง คิดว่าคนที่สำรวยสวยกราก คงจะไม่สนุกกับการเดินทางชนิดนี้เป็นแน่ แม้จะฟังดูโรแมนติกสักเพียงใด

คนที่จะทำได้ ต้องเป็นคนที่ช่วยตัวเองได้ ตอนทำความสะอาดห้องน้ำ แปลกใจว่าเหตุไรจึงมี “ขยะ” มากนัก ทั้งๆที่เป็นคนเดียวที่ใช้ในยามค่ำคืน ส่วนตอนกลางวันมักจะไปใช้ข้างนอกยามที่ไปจอดรถ คิดว่าคงจะมีใครเล่น “ไม่ซื่อ” ตอนที่เอารถไปลองขับ แล้วไม่ทำความสะอาดก็เป็นได้ เพราะอย่างที่เล่ารถคันนี้เป็นรถใหม่เอี่ยม

จุดหมายในการเดินทางวันต่อไป คือ West Bank Camping Ground ที่ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลสาบ